Monday, October 20, 2014

Royal Crown นาฬิกาแฟชั่นยอดนิยมจากอิตาลี



นาฬิกา Royal Crown แบรนด์นาฬิกาชั้นนำ ดีไซน์จากอิตาลี ตอกย้ำความเป็นนาฬิกาแฟชั่นยอดนิยม ด้วยความโดดเด่นของ Royal Crown ที่มีดีไซน์แฟชั่นเฉพาะตัว ในการใช้ เพชร CZ แท้มาประดับ (งานฝัง) บนตัวเรือนและหน้าปัด จึงเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นและผู้หญิงวัยทำงาน อายุ 19-45 ปี ที่ชื่นชอบนาฬิกาสะท้อนดีไซน์แฟชั่นผสานศิลปะในราคาที่จับต้องได้



Royal Crown นาฬิกาหลากหลายดีไซน์สไตล์อิตาเลียนให้คุณเลือกอย่างจุใจกันไปเลย ทั้งสายหนังแท้ สแตนเลส เซรามิค หน้าปัดเปลือกหอยมุกประดับเพชรสวิสแวววาวคุณภาพดี ด้วยวิธีการฝั่งแบบงานจิวเวอรี่ นาฬิกานำเข้า ตัวเครื่องญี่ปุ่นพร้อมใบรับประกันเครื่องทุกรุ่น

Royal Crown 6304 SSL Royal Crown 3602 Pink Gold Royal Crown 3638L Gold Yellow

มากันแดดกันเถอะ?

ทุกวันนี้ หนุ่มสาวชาวกรุง ต้องเจอกับสภาวะมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นแดด ลม ควัน และน้ำที่เต็มไปด้วยสารพิษเจือปน จะมากจะน้อยต่างกันไป การดูแลสุขภาพกายจึงจำเป็นอย่างยิ่งทั้งผิวหน้าและผิวกาย
อุตสาหกรรมความงามจึงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
และจากการสำรวจส่วนใหญ่ที่คนเราต้องการในเรื่องความงาม เครื่องสำอาง ก็คือ กันแดด ว่าแต่เคยสงสัยกันมั้ยว่า กันแดดตัวไหนดี มีค่าอะไรวัดบ้าง และใช้ตัวไหนจึงจะเหมาะสมกับเรา



อาจมีสาวๆ หลายท่านเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารกันแดดมาใช้กัน พอหยิบๆ ผลิตภัณฑ์ขึ้นมาดู หลายๆ คนอาจงงว่า เอ๊ะ! SPF คืออะไร แล้ว PA+++ ล่ะ มีความหายว่าอย่างไร?? แล้วตัวเลขที่ต่อท้าย SPF ไม่ว่าจะเป็น15 30 50 ล่ะ กำลังบอกข้อมูลอะไรกับเราอยู่ จะเดินไปถามพนักงานก็เขิน สรุปก็เลยไม่รู้อยู่ดี... งั้นวันนี้เรามารู้จักค่าเหล่านี้กัน




ครีมกันแดด ทำงานอย่างไร
ส่วนผสมในครีมกันแดดจะทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยการดูดซับรังสี ,ป้องกันแสง UV ไม่ให้ผ่านเข้าไปถึงชั้นผิว หรือทำให้รังสี UV แตกกระจายออกไปเพื่อไม่ให้เข้าทำร้ายผิวโดยตรง สำหรับคำแนะนำในการใช้ครีมกันแดด ครีมกันแดด ที่ดีที่สุด คือครีมกันแดดที่สามารถที่จะป้องกันแสง UV ได้เพียงพอ(ซึ่งอาจจะขึ้นกับความแรงของแสง) เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ควรทาครีมกันแดดก่อนออกไปสู่ที่มีแสงแดด 30 นาที(ส่วนใหญ่มักจะพบคำแนะนำนี้ตามขวดของครีมกันแดดกันนะ)



แล้ว SPF คืออะไร
ค่า SPF หรือ Sun Protection Factor เป็นตัวระบุระดับการปกป้องผิวจากรังสี UVB หรือ ก็คือจำนวนเท่าของเวลาที่ผิวทนต่อรังสีอัลตราไวโอเลตนี้ได้หลังจากทาครีมกันแดดแล้ว ซึ่งโดยปกติผิวของเราจะรับมือกับแสงแดดโดยปราศจากครีมกันแดดได้ประมาณ 20-30 นาที ถ้าครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์นั้นระบุไว้ว่า SPF30 ก็จะหมายถึง เราสามารถอยู่กลางแดดได้ประมาณ 30×30 = 900 นาที หรือ 15 ชั่วโมง โดยที่ผิวไม่ไหม้แดง แต่กระนั้นการคำนวณอาจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากครีมกันแดดที่ทาบนผิวอาจลบเลือนไปเมื่อเหงื่อออก โดนน้ำ หรือทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดควรทาครีมซ้ำทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ประสิทธิภาพในการป้องกันแดดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง




ทำไม SPF สูง ก็ไม่ได้ดีกว่าเสมอไป
โดยทั่วไป ครีมกันแดด SPF ประมาณ 15 ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแถบเอเชียอย่างเรา แต่สำหรับคนที่ผิวไวต่อแดด หรือถูกผิวถูแผดเผาให้หมองคล้ำได้ง่ายนั้น ใช้ SPF 30 ก็ถือว่าเพียงพอที่จะปกป้องผิวได้แล้ว แต่ถ้าอยากใช้ที่มีค่า SPF เยอะกว่านี้ ก็ไม่ว่ากัน



ตัวอย่าง ค่า SPF และ % การปกป้องแสง UV

• ค่า SPF เท่ากับ 2 จะดูดซับ UVB ได้ 50%
• ค่า SPF เท่ากับ 4 จะดูดซับ UVB ได้ 75%
• ค่า SPF เท่ากับ 8 จะดูดซับ UVB ได้ 87.5%
• ค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3%
• ค่า SPF เท่ากับ 20 จะดูดซับ UVB ได้ 95%
• ค่า SPF เท่ากับ 30 จะดูดซับ UVB ได้ 96.7%
• ค่า SPF เท่ากับ 45 จะดูดซับ UVB ได้ 97.8%
• ค่า SPF เท่ากับ 50 จะดูดซับ UVB ได้ 98%

จะเห็นว่า ค่า SPF หลังจาก 30 แล้ว ค่าที่จะป้องกัน แสง UV ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่ากับ SPF ที่เพิ่มขึ้น เมื่อผู้บริโภคตระหนักถึง ความสำคัญของครีมกันแดดแล้ว ก็จะคิดว่า ถ้าหากค่า SPF สูงๆ ย่อมที่จะป้องกันแสงแดดได้ดีกว่าแน่นอน เราจึงเห็นครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 100 ขายกันอยู่ เพื่อเป็นจุดขาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูตลกมากๆ

ค่า SPF สูงๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่า จะปกป้องแสดงแดดได้ดีไปกว่า ค่า SPF ที่ต่ำกว่า ในความเป็นจริงแล้ว ค่า SPF สูงๆ นั้นจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย และยังเป็นไปไปได้ว่าอาจจะมีผลข้างเคียงที่อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้เช่นอาจ จะเกิดผดผื่นคันได้ นอกจากนี้ยังอาจจะทำให้สีผิวของเราไม่สม่ำเสมอ เกิดรอยด่างขึ้นได้ และยังอาจจะทำให้เสื้อผ้าเป็นคราบสีเหลืองติดเสื้อผ้าอีกด้วย



PA คืออะไร

ครีมกันแดดใหม่ๆ ที่วางขายกันในตลาดมักประกอบไปด้วย UVA Filter และค่าที่วัดการป้องกันรังสี UVA เรียกว่า PA

PA ย่อมาจากคำว่า Protection Grade of UVA ในขณะนี้ยังไม่มีหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานในการวัดค่าการดูดซึมของรังสี UVA ดังนั้นจึงถือเอาคำว่า PA เป็นหน่วยวัดรังสี UVA อย่างไม่เป็นทางการ

ค่า PA นั้นจะมี 3 ระดับคือ
PA+       หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA
PA++     หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูง
PA+++   หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด

สาวๆ คงเข้าใจกันแล้วว่า SPF กับ PA+++ คืออะไร จะเห็นได้ว่าสัญลักษณ์เหล่านี้มีความสำคัญมากในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารกันแดด เพราะทำให้เรารู้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ มีประสิทธิภาพในการป้องกันUVA และ UVB ได้มากเท่าใด ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นระบุไว้แค่ค่า SPFอย่างเดียว หรือค่า PA อย่างเดียว ก็หมายความว่า ผลิตภัณฑ์นั้นไม่สามารถปกป้องผิวจากทั้ง 2 รังสีได้พร้อมๆ กัน นั่นก็คือ ป้องกันได้แค่รังสีชนิดเดียวเท่านั้น ทางที่ดี ไหนๆ ก็จะยอมลงทุนเสียเงินเพื่อปกป้องผิวของเราแล้ว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการระบุทั้งสองค่าไปเลยดีกว่า เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุดที่จะช่วยปกป้องผิวสวยๆของเราจากแสงแดด ...



iPad Mini 3 เปิดตัวแล้ว มาพร้อมกับ Touch ID : สรุปข้อมูลสเปค และ ฟีเจอร์ใหม่ๆ พร้อมราคา และ วันวางจำหน่าย

iPad Mini 3 เปิดตัวแล้ว มาพร้อมกับ Touch ID : สรุปข้อมูลสเปค และ ฟีเจอร์ใหม่ๆ พร้อมราคา และ วันวางจำหน่าย




นอกเหนือจาก iPad Air 2 แล้ว ทาง Apple ยังได้มีการเปิดตัว iPad Mini รุ่นใหม่อย่าง iPad Mini 3 ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้าเล็กน้อย โดยจุดเด่นของรุ่นนี้ก็คือ iPad Mini 3 นั้นจะมาพร้อมกับ Touch ID แล้วเช่นเดียวกับรุ่นใหญ่ ซึ่งทำให้ iPad Mini 3 เป็น สินค้าจากแอปเปิ้ล ที่มีราคาถูกที่สุด ที่มาพร้อมกับระบบ Touch ID นั่นเอง ซึ่งในวันนี้ ทีมงานได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสเปค และ ฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ iPad Mini 3 มาให้ได้ชมกันแล้ว ซึ่งจะน่าสนใจแค่ไหนนั้น ลองมาชมกันเลยดีกว่าครับ

สเปคในเบื้องต้นของ iPad Mini 3

- ขนาดตัวเครื่อง 200x134.7x7.5 มิลลิเมตร
- น้ำหนักตัวเครื่อง 341 กรัม
- ขนาดหน้าจอ 7.9 นิ้ว ความละเอียด 2048 x 1536 พิกเซล (326ppi)
- ชิปประมวลผล A7 แบบ 64bit
- ชิป Apple M7 สำหรับ ประมวลผลข้อมูลการเคลื่อนไหว
- รองรับการใช้งาน Touch ID
- กล้องดิจิตอลด้านหลัง (iSight) ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
- กล้องดิจิตอลด้านหน้า ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ 4G (สำหรับรุ่น Cellular)
- ความจุ 16, 64 และ 128 GB
- ระบบปฏิบัติการ iOS 8

iPad Mini 3 ยังคงเป็นดีไซน์เดิม



สำหรับ iPad Mini 3 นั้นยังคงใช้ดีไซน์เดิมแบบรุ่นก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ขนาดตัวเครื่อง น้ำหนัก ขนาดหน้าจอ และ ความละเอียด แต่ที่ต่างออกไปนั่นก็คือในส่วนของปุ่มโฮม ที่มาพร้อมกับ Touch ID นั่นเอง

iPad Mini 3 มาพร้อมกับชิปประมวลผล Apple A7 และ M7



ในส่วนของสเปคนั้นก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยยังคงใช้ชิปประมวลผลเป็น Apple A7 และ M7 เช่นเดียวกันกับที่ใช้บน iPad Mini 2 โดยชิปประมวลผล Apple A7 นั้นจะเป็นชิปประมวลผลสถาปัตยกรรมแบบ 64bit

iPad Mini 3 กับการใช้งานด้านถ่ายภาพและวีดีโอ



สำหรับ กล้องดิจิตอลทั้งในส่วนของ iSight และ Facetime นั้น ยังคงเป็นแบบเดิมกันรุ่นก่อนหน้า โดยกล้องดิจิตอลด้านหลังจะมีความละเอียดอยู่ที่ 5 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องดิจิตอลด้านหน้านั้น จะมีความละเอียดอยู่ที่ 1.2 ล้านพิกเซล

iPad Mini 3 กับ Touch ID



สิ่งที่หลายๆ คนกำลังรอคอย อย่าง Touch ID หรือ ระบบสแกนลายนิ้วมือ นั้น ได้ถูกนำมาใช้งานบน iPad Mini 3 เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่า คุณจะสามารถปลดล็อค หน้าจอได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้งานด้านความปลอดภัยต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย และ มั่นใจได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

iPad Mini 3 จะมาพร้อมกับ iOS 8



และ แน่นอนว่า iPad Mini 3 นั้น ก็จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง iOS 8 ซึ่งมีฟีเจอร์ใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามามากมาย และในปัจจุบันนั้น ระบบปฏิบัติการ iOS 8 มีแอปพลิเคชัน ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานบน iPad โดยเฉพาะ กว่า 800,000 แอปพลิเคชันแล้ว

iPad Mini 3 จะมาพร้อมกับ สีใหม่ Gold



สำหรับ iPad Mini รุ่นก่อนหน้าจะมีให้เลือกเพียงสีเงิน (Silver) และ สีเทาดำ (Space Gray) เท่านั้น แต่สำหรับ iPad Mini 3 นั้นจะมีตัวเลือกเพิ่มเติม นั่นก็คือสีทอง (Gold) นั้นเอง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าจะถูกใจใครหลายๆ คน

สรุปข้อมูล iPad Mini 3 ราคา และ วันวางจำหน่าย



ถึงแม้ว่า iPad Mini 3 นั้นจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านสเปคโดยรวมสักเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่า Touch ID นั้นก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่ผู้ใช้อยากจะได้มาใช้งาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานให้มากยิ่งขึ้น และ ที่สำคัญ​ iPad Mini 3 นั้น มีราคาที่ไม่สูงมากนัก โดยสำหรับราคาของ iPad Mini 3 ในประเทศไทย ยังคงไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในตอนนี้ แต่ราคาในสหรัฐฯ นั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนหน้า โดย iPad Mini 3 จะเริ่มต้นที่ $399 หรือประมาณ 12,900 บาท สำหรับรุ่น 16GB $499 หรือประมาณ 15,900 บาท สำหรับรุ่น 64GB และ $599 หรือประมาณ 18,900 บาท สำหรับรุ่น 128GB WiFi ส่วนในรุ่น Cellular นั้นก็จะเริ่มต้นที่ $529 หรือประมาณ 16,900 บาท สำหรับ 16GB ตามมาด้วยราคา $629 หรือปะมาณ 19,900 บาท สำหรับ 64GB และ $729 หรือประมาณ 22,900 บาท สำหรับรุ่น 128GB ซึ่งคาดว่า ราคาในประเทศไทยนั้น จะไม่ต่างจากราคาโดยประมาณ ที่ทีมงานได้คำนวณไว้มากนัก ส่วนในเรื่องวันวางจำหน่ายนั้นสำหรับในสหรัฐฯ จะเริ่มเปิดให้พรีออเดอร์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนไทยนั้นก็คาดว่าจะเริ่มสั่งซื้อได้ในช่วงสิ้นเดือนนี้ครับ

iPad Air 2 เปิดตัวแล้ว : สรุปข้อมูลสเปค และ ฟีเจอร์ใหม่ๆ พร้อมราคา และ วันวางจำหน่าย

iPad Air 2 เปิดตัวแล้ว : สรุปข้อมูลสเปค และ ฟีเจอร์ใหม่ๆ พร้อมราคา และ วันวางจำหน่าย




ล่าสุดทาง Apple นั้นได้มีการเปิดตัว iPad รุ่นใหม่ อย่าง iPad Air 2 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ก็คือ ตัวเครื่อง ที่มีความบางลงมากกว่าเดิมถึง 18% โดยมีความบางเพียง 6.1 มิลลิเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ สเปคที่ปรับปรุงใหม่ รวมถึงมาพร้อมกับ Touch ID ให้ได้ใช้งานกันแล้ว ซึ่งในวันนี้ ทีมงานได้ทำการสรุปข้อมูล สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้าออกมาให้ได้ชมกันว่า iPad Air 2 นั้นจะมีสเปคที่ดีขึ้นขนาดไหน และ จะมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจกันบ้าง ถ้าพร้อมแล้ว ลองมาชมกันเลยดีกว่าครับ

สเปคในเบื้องต้นของ iPad Air 2

- ขนาดตัวเครื่อง 240x169.5x6.1 มิลลิเมตร
- น้ำหนักตัวเครื่อง 437 กรัม
- ขนาดหน้าจอ 9.4 นิ้ว ความละเอียด 2048 x 1536 พิกเซล (264ppi)
- ชิปประมวลผล A8X แบบ 64bit
- ชิป Apple M8 สำหรับ ประมวลผลข้อมูลการเคลื่อนไหว
- รองรับการใช้งาน Touch ID
- กล้องดิจิตอลด้านหลัง (iSight) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล
- กล้องดิจิตอลด้านหน้า ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล
- มาพร้อมกับ เซ็นเซอร์ บารอมิเตอร์
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ 4G (สำหรับรุ่น Cellular)
- ความจุ 16, 64 และ 128 GB
- ระบบปฏิบัติการ iOS 8

iPad Air 2 กับดีไซน์ ที่เบา และ บางเหลือเชื่อ



หลังจากสร้างความประทับใจในด้านความบางไปแล้วใน iPad Air รุ่นแรก ล่าสุด Apple ออกแบบให้ iPad Air รุ่นใหม่นี้ มีความบางลงจากเดิมอีกถึง 18% ซึ่งในรุ่นใหม่นี้ มีความบางเพียง 6.1 มิลลิเมตร และ มีน้ำหนักอยู่ที่เพียง 437 กรัมเท่านั้น ซึ่งถ้านำไปเปรียบเทียบกับ iPad รุ่นแรก จะพบว่า ถ้าเรานำ iPad Air 2 ซ้อนกันสองเครื่อง ยังบางกว่า iPad รุ่นแรกเครื่องเดียวเสียอีก

iPad Air 2 กับหน้าจอที่พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น



สำหรับหน้าจอของ iPad Air 2 นั้นจะมีความละเอียดอยู่ที่ 2048 x 1536 พิกเซล (264ppi) บนหน้าจอขนาด 9.4 นิ้ว โดยในรุ่นนี้ ถูกพัฒนาให้หน้าจอภาพมีความคมชัด และ ลดแสงสะท้อนจากหน้าจอลงจากเดิมถึง 56% เลยทีเดียว ช่วยให้คุณสามารถเล่นในกลางแจ้งได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมมากเลยทีเดียว

iPad Air 2 กับสเปคที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม



สำหรับ iPad Air 2 นั้นมาพร้อมกับชิปประมวลผล Apple A8X สถาปัตยกรรมแบบ 64bit ซึ่ง ชิปประมวลผลนั้น มีความเร็วมากยิ่งขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 40% นอกจากนี้ ชิปประมวลผลนั้นยังถูกปรับปรุงให้ใช้พลังงานน้อยลง คุณ๗ึงสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้อย่างยาวนาน สูงสุดถึง 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว

iPad Air 2 กับ กล้อง iSight ที่ถูกปรับปรุงใหม่



สำหรับชิปประมวลผล ตระกูล Apple A8 นั้นได้มีการปรับปรุงในส่วนให้สามารถประมวลผลภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และไม่เพียงเท่านี้ กล้อง iSight บน iPad Air 2 นั้นยังสามารถรองรับระบบการถ่ายภาพ ที่มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพในโหมด Slow-Mo หรือ Brust Mode เป็นต้น



และไม่ใช่เพียงแค่กล้องหลังเท่านั้น กล้องดิจิตอลด้านหน้า (กล้อง Facetime HD) ยังถูกปรับปรุงให้มีความคมชัดมากขึ้น และ สว่างมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมถึง 81% อีกด้วย และยังรวมไปถึง ไมโครโฟนคู่ ที่จะช่วยทำให้การสนทนาผ่าน Facetime และ แอปพลิเคชันประเภท Video Call ต่างๆ มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น

iPad Air 2 กับ Touch ID



สิ่งที่หลายๆ คนกำลังรอคอย อย่าง Touch ID หรือ ระบบสแกนลายนิ้วมือ นั้น ได้ถูกนำมาใช้งานบน iPad Air 2 เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่า คุณจะสามารถปลดล็อค หน้าจอได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้งานด้านความปลอดภัยต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย และ มั่นใจได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

iPad Air 2 จะมาพร้อมกับ iOS 8



และ แน่นอนว่า iPad Air 2 นั้น ก็จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง iOS 8 ซึ่งมีฟีเจอร์ใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามามากมาย และในปัจจุบันนั้น ระบบปฏิบัติการ iOS 8 มีแอปพลิเคชัน ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานบน iPad โดยเฉพาะ กว่า 800,000 แอปพลิเคชันแล้ว

iPad Air 2 จะมาพร้อมกับ สีใหม่ Gold



สำหรับ iPad Air รุ่นก่อนหน้าจะมีให้เลือกเพียงสีเงิน (Silver) และ สีเทาดำ (Space Gray) เท่านั้น แต่สำหรับ iPad Air 2 นั้นจะมีตัวเลือกเพิ่มเติม นั่นก็คือสีทอง (Gold) นั้นเอง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าจะถูกใจใครหลายๆ คน

สรุปข้อมูล iPad Air 2 ราคา และ วันวางจำหน่าย



เรียกได้ว่า iPad Air 2 นั้นมาพร้่อมกับดีไซน์ และ ประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นชิป Apple A8X ไปจนถึง Touch ID ที่มีให้ได้ใช้งานกันแล้ว โดยสำหรับราคาของ iPad Air 2 ในประเทศไทย นั้นยังคงไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในตอนนี้ แต่ราคาในสหรัฐฯ นั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนหน้า โดย iPad Air 2 จะเริ่มต้นที่ $499 หรือประมาณ 15,900 บาท สำหรับรุ่น 16GB $599 หรือประมาณ 18,900 บาท สำหรับรุ่น 64GB และ $699 หรือประมาณ 21,900 บาท สำหรับรุ่น 128GB WiFi ส่วนในรุ่น Cellular นั้นก็จะเริ่มต้นที่ $629 หรือประมาณ 20,400 บาท สำหรับ 16GB ตามมาด้วยราคา $729 หรือปะมาณ 23,400 บาท สำหรับ 64GB และ $829 หรือประมาณ 26,400 บาท สำหรับรุ่น 128GB ซึ่งคาดว่า ราคาในประเทศไทยนั้น จะไม่ต่างจากราคาโดยประมาณ ที่ทีมงานได้คำนวณไว้มากนัก ส่วนในเรื่องวันวางจำหน่ายนั้นสำหรับในสหรัฐฯ จะเริ่มเปิดให้พรีออเดอร์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนไทยนั้นก็คาดว่าจะเริ่มสั่งซื้อได้ในช่วงสิ้นเดือนนี้ครับ

iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ยืนยันแล้ว จำหน่ายในไทย 31 ตุลาคมนี้

iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ยืนยันแล้ว จำหน่ายในไทย 31 ตุลาคมนี้


ไม่ต้องฟังเสียงข่าวลือให้หงุดหงิดใจอีกต่อไป เพราะล่าสุด แอปเปิล ประกาศวันวางจำหน่าย iPhone 6 และ iPhone 6 Plusในไทยแล้ว เป็นวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคมนี้ แต่ยังไม่มีการประกาศราคาว่า iPhone 6 และ iPhone 6 Plus จะเริ่มต้นที่เท่าใด แต่คาดว่า ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คงจะมีราคา iPhone 6 จากบรรดาโอเปอร์เรเตอร์ในไทยอย่างแน่นอน
นอกจากประเทศไทยแล้ว ในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม ยังมีประเทศอื่นๆ ทั่วโลก วางจำหน่าย iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ด้วยเช่นกัน ได้แก่ Albania, Bosnia, Croatia, Estonia, Greece, Guam, Hungary, Iceland, Kosovo, Latvia, Lithuania, Macau, Macedonia, Mexico, Moldova, Montenegro, Serbia, South Korea, Romania, Slovakia, Slovenia และ Ukraine - apple.com
หลุดราคา iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ในไทย แพงขึ้นกว่าเดิม เริ่มต้นที่ 25,500 บาท
น่าจะเป็นข่าวที่หลายๆ คนเฝ้ารอเลยก็ว่าได้ ล่าสุด เว็บไซต์ Bangkok Post ได้เผยราคา iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ออกมาแล้ว ซึ่งมีราคาเปิดตัวแพงกว่า iPhone 5S สรุปได้ดังนี้ครับ
ราคา iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ในไทย
• iPhone 6 ความจุ 16 GB ราคา 25,500 บาท
• iPhone 6 ความจุ 64 GB ราคา 29,400 บาท
• iPhone 6 ความจุ 128 GB ราคา 33,400 บาท
• iPhone 6 Plus ความจุ 16 GB ราคา 29,400 บาท
• iPhone 6 Plus ความจุ 64 GB ราคา 33,400 บาท
• iPhone 6 Plus ความจุ 128 GB ราคา 37,300 บาท
โดยข้อมูลดังกล่าว ยังไม่ได้รับการยืนยันจากแอปเปิล ส่วนราคา และโปรโมชั่นจาก dtac, TrueMove H และ AIS จะรายงานให้ทราบกันอีกครั้งครับ - bangkokpost.com

iPhone 6 เปิดตัวแล้ว! พร้อมสรุปข้อมูลสเปค ฟีเจอร์เด็ด พร้อมราคา และ วันวางจำหน่าย iPhone 6


ในที่สุด Apple ก็ได้ทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงอย่าง iPhone 6 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วพร้อมๆ กับ iPhone 6 Plus ที่มีขนาดหน้าจอใหญ่กว่า โดยในส่วนของ iPhone 6 นั้นถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของดีไซน์ และ ฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย โดยในวันนี้ได้มีการสรุปข้อมูลเกี่ยวกับ iPhone 6 มาให้ได้ชมกันว่า สมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นนี้ จะมีสเปคเป็นอย่างไร และ มีฟีเจอร์อะไรเด็ดๆ ให้ได้ใช้งานกันบ้าง

สเปคในเบื้องต้นของ iPhone 6

- ขนาดตัวเครื่อง 138.1x67x6.9 มิลลิเมตร
- น้ำหนักตัวเครื่อง 129 กรัม
- หน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด 1334 x 750 พิกเซล (326ppi)
- เทคโนโลยีหน้าจอ Retina HD Display
- ชิปประมวลผล Apple A8 แบบ 64Bit
- ชิป Apple M8 Motion coprocessor สำหรับตรวจจับการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ
- กล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล (f2.2)
- ไฟแฟลชด้านหลังแบบ True Tone Flash
- กล้องดิจิตอลด้านหน้า ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล (f2.2)
- รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ Touch ID
- รองรับการใช้งาน Apple Pay
- รองรับการใช้งาน NFC
- ระบบปฏิบัติการ iOS 8


iPhone 6 กับการออกแบบดีไซน์ใหม่ยกเครื่อง



iPhone 6 นั้นมาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ล่าสุด โดยมีขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 138.1x67x6.9 มิลลิเมตร และ มีน้ำหนักเบาเพียง 129 กรัม โดยในส่วนของ iPhone 6 นั้น จะมีขนาดตัวเครื่องที่บางกว่า iPhone 6 Plus เล็กน้อย โดย iPhone 6 นั้นจะมีขนาดอยู่ที่ 6.9 มิลลิเมตร ในขณะที่ iPhone 6 Plus นั้นมีความบางอยู่ที่ 7.1 มิลลิเมตร

iPhone 6 หน้าจอใหญ่กว่าเดิม พร้อมเทคโนโลยีล่าสุด Retina HD Display



สำหรับหน้าจอของ iPhone 6 นั้น จะมีความละเอียดอยู่ที่ 1334 x 750 พิกเซล บนขนาดหน้าจอ 4.7 นิ้ว และ มาพร้อมกับเทคโนโลยีหน้าจอใหม่ล่าสุดอย่าง Retina HD Display ซึ่งช่วยให้ได้ภาพที่คมชัด และ สว่างมากกว่ารุ่นก่อนหน้ามากพอสมควรเลยทีเดียว

iPhone 6 มาพร้อมกับชิป Apple A8 และ Apple M8



ในส่วนของชิปประมวลผลนั้น iPhone 6 จะมาพร้อมกับชิป Apple A8 สถาปัตยกรรมแบบ 64Bit ที่มีความเร็วมากกว่ารุ่นก่อนหน้า 20% และ สามารถประมวลผลกราฟฟิคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 50% เลยทีเดียว นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับชิป Apple M8 ที่ถูกปรับปรุงใหม่ ซึ่งชิป M8 นั้นจะเป็นชิปสำหรับตรวจจับการเครื่องไหวในรูปแบบต่างๆ ซึ่งถูกพัฒนาให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

กล้องดิจิตอลบน iPhone 6



สำหรับกล้องดิจิตอลบน iPhone 6 นั้นจะมีความละเอียดอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ True Tone Flash โดยมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังรองรับการถ่ายวีดีโอความละเอียดสูง 1080p แบบ 60fps และยังรวมถึงการถ่ายวีดีโอในโหมด Slo-mo ได้สูงสุดถึง 240fps ส่วนในเรื่องของภาพถ่ายที่ได้นั้น มีการปรับปรุงให้มีความคมชัดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย



นอกจากนี้ กล้องดิจิตอลบน iPhone 6 นั้นยังคงมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง Focus Pixel คุณจะสามารถถ่ายภาพได้อย่างรวดเร็ว ด้วยระบบ autofocus ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น



ส่วนในเรื่องของกล้องดิจิตอลด้านหน้า หรือ กล้อง Facetime บน iPhone 6 นั้น สามารถให้ภาพที่สว่างขึ้นมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 81% เลยทีเดียว คุณจึงสามารถใช้งาน Facetime ได้อย่างคมชัดมากยิ่งขึ้น

ระบบการเชื่อมต่อที่รวดเร็วยิ่งขึ้นบน iPhone 6



สำหรับ iPhone 6 นั้นรองรับการเชื่อมต่อแบบ LTE ที่มีความเร็วสูงขึ้นกว่าเดิม รวมถึง การเชื่อมต่อ Wi-Fi ผ่าน iPhone 6 นั้นสามารถทำความเร็วได้สูงกว่าเดิมถึง 3 เท่าเลยทีเดียว ทั้งนี้ ในส่วนของความเร็วในการเชื่อมต่อแบบ LTE นั้นจะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการเครือข่ายด้วย

iPhone 6 ยังคงมาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือ



iPhone 6 นั้นยังคงมาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือ อย่าง Touch ID เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีการปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่นการใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นอื่นๆ นอกเหนือจากทางฝั่งของ Apple

iPhone 6 กับฟีเจอร์ใหม่ Apple Pay



สำหรับ iPhone 6 นั้นยังคงมาพร้อมกับชิป NFC ซึ่งสามารถนำมาใช้งานร่วมกับบริการใหม่จาก Apple อย่าง Apple Pay คุณสามารถเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของคุณไว้ และ นำไปใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย อย่างไรก็ดี บริการดังกล่าวนี้ยังคงเปิดให้ใช้บริการในเฉพาะ สหรัฐฯ และต้องยืนยันตัวตนกับธนาคารก่อนใช้บริการดังกล่าว โดยจะขยายไปยังประเทศอื่นในเร็วๆ นี้

iPhone 6 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iOS 8



สำหรับ iPhone 6 นั้นก็จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง iOS 8 ที่ทาง Apple ได้ทำการเปิดตัวไปก่อนแล้วในช่วงหลายเดือนก่อน

iPhone 6 มาพร้อม 3 สีสันให้เลือก



สำหรับ iPhone 6 นั้นจะมาพร้อมกับสีสันให้เลือกทั้งหมด 3 สี เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า คือ สีดำ, สีขาว และ สีทอง และ จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นคือ รุ่น 16GB, 64GB และรุ่น 128GB

Monday, August 4, 2014

Makii Miracle Online Shopping is here! MakiiMiracle ครีมดี...มีหัวใจ


Makii Miracle Online Shopping is here!

Description
ครีมมาร์กี้มิราเคิล เป็นครีมบำรุงผิวที่ทางผมเองได้ร่วมกับทางพรรคพวกร่วมผลิตกันขึ้นมาในแบบฉบับเฉพาะของ Makii Miracle เอง ไม่มีเหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

ด้วยเจตนารมณ์ที่แน่ชัดตั้งแต่เริ่มว่าอยากให้คนทุกคนได้ใช้ของดีที่สุด ในราคาถูกที่สุด โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกำไรเป็นสำคัญ แต่นึกถึงความรู้สึกและความประทับใจที่เป็นกำลังใจให้เราเป็นสำคัญอันดับหนึ่ง และเจตนารมณ์แบบนี้จะอยู่คู่กับมาร์กี้มิราเคิล ครีมที่ไม่ได้แค่ครีม แต่มีหัวใจใส่ลงไปในนั้นด้วยครับ สโลแกนสุดฮิตยิดสุดของ ชาว Makii Family เราครับ

สินค้า Makii เราให้คลิกเข้าดูที่ตรงเกี่ยวกับเลยจ้า

♥ Makii Idol 77 จังหวัดทั่วไทยจ้า ♥

✔️ครีมไหนที่ว่าดี ครีมไหนที่ราคาโดนใจ
ครีมไหนที่ปลอดภัย 100% 
✔️ #MakiiMiracle ครีมดี...มีหัวใจ
ครีมดีที่บุคลากร ทางการแพทย์ ทั้งคุณหมอและคุณพยาบาล ต่างมั่นใจใช้กัน มากมาย 

ทำไมถึงเลือกใช้ครีมมาร์กี้ มิราเคิล???

ครีมคุณภาพดีจริง ราคาไม่แพง และปลอดภัย 100% มีอย.ถูกต้องทุกตัวสินค้า เช็คได้ชัวร์
มีแฟนเพจกด Like สูงที่สุดในประเทศ จะเข้าสู่ 700,000 Like แล้ว ( Like จริงทุกอันไม่เคยใช้โปรแกรมโกง) ไม่ดีจริงคนไม่รักขนาดนี้
เป็นครีมออนไลน์ที่ขายมาเข้าปีที่3 ไม่ใช่ของตามกระแส เป็นสินค้าท่ีบอกกันปากต่อปากจากผู้ใช้จริง
เป็นครีมที่มีรีวิวจากผู้ใช้จริง โดยไม่ใช้ดาราถือสินค้าเพื่อความน่าเชื่อถือ แต่มีรีวิวใน Facebook เยอะที่สุดเป็นพันๆ เข้าชมได้ !!!





Mosinai Limited Partnership
No 4, Pattanakarn Soi 20 Yaek 7, Suan Luang, Suan Luang, 10250 Bangkok, Thailand.
Tel : 02-319-4491                    Fax : 02-319-4498
Email : info@7zhop.com        Website : www.7zhop.com

Tuesday, July 29, 2014

Vivo the barefoot revolution - Great Promotion Deal @ 7zhop.com

-vivobarefoot-ultra-pure



Revolution, Innovation and Education

Revolution

"Our shoes enable people to flourish. We are the leader in doing the right thing in the shoe industry. Vivo the barefoot revolution - LIVE BAREFOOT"
The Boss - Galahad Clark

Innovation

"We make shoes to the absolute best possible specification - the foot. Don't be a fashion victim, be a functional hero - MOVE BAREFOOT"
The Designer - Asher Clark

Education

"We make peoples lives better through knowledge and education. Give a man a pair of shoes and he will run for a day, teach him how to run and he will run for a lifetime - LEARN BAREFOOT"
The Guru - Lee Saxby

Mosinai Limited Partnership
No 4, Pattanakarn Soi 20 Yaek 7, Suan Luang,
Suan Luang, 10250 Bangkok, Thailand.
Tel : 02-319-4491
Fax : 02-319-4498
 Email : info@7zhop.com
Website : www.7zhop.com