Showing posts with label apple. Show all posts
Showing posts with label apple. Show all posts

Monday, October 20, 2014

iPad Mini 3 เปิดตัวแล้ว มาพร้อมกับ Touch ID : สรุปข้อมูลสเปค และ ฟีเจอร์ใหม่ๆ พร้อมราคา และ วันวางจำหน่าย

iPad Mini 3 เปิดตัวแล้ว มาพร้อมกับ Touch ID : สรุปข้อมูลสเปค และ ฟีเจอร์ใหม่ๆ พร้อมราคา และ วันวางจำหน่าย




นอกเหนือจาก iPad Air 2 แล้ว ทาง Apple ยังได้มีการเปิดตัว iPad Mini รุ่นใหม่อย่าง iPad Mini 3 ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้าเล็กน้อย โดยจุดเด่นของรุ่นนี้ก็คือ iPad Mini 3 นั้นจะมาพร้อมกับ Touch ID แล้วเช่นเดียวกับรุ่นใหญ่ ซึ่งทำให้ iPad Mini 3 เป็น สินค้าจากแอปเปิ้ล ที่มีราคาถูกที่สุด ที่มาพร้อมกับระบบ Touch ID นั่นเอง ซึ่งในวันนี้ ทีมงานได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสเปค และ ฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ iPad Mini 3 มาให้ได้ชมกันแล้ว ซึ่งจะน่าสนใจแค่ไหนนั้น ลองมาชมกันเลยดีกว่าครับ

สเปคในเบื้องต้นของ iPad Mini 3

- ขนาดตัวเครื่อง 200x134.7x7.5 มิลลิเมตร
- น้ำหนักตัวเครื่อง 341 กรัม
- ขนาดหน้าจอ 7.9 นิ้ว ความละเอียด 2048 x 1536 พิกเซล (326ppi)
- ชิปประมวลผล A7 แบบ 64bit
- ชิป Apple M7 สำหรับ ประมวลผลข้อมูลการเคลื่อนไหว
- รองรับการใช้งาน Touch ID
- กล้องดิจิตอลด้านหลัง (iSight) ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
- กล้องดิจิตอลด้านหน้า ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ 4G (สำหรับรุ่น Cellular)
- ความจุ 16, 64 และ 128 GB
- ระบบปฏิบัติการ iOS 8

iPad Mini 3 ยังคงเป็นดีไซน์เดิม



สำหรับ iPad Mini 3 นั้นยังคงใช้ดีไซน์เดิมแบบรุ่นก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ขนาดตัวเครื่อง น้ำหนัก ขนาดหน้าจอ และ ความละเอียด แต่ที่ต่างออกไปนั่นก็คือในส่วนของปุ่มโฮม ที่มาพร้อมกับ Touch ID นั่นเอง

iPad Mini 3 มาพร้อมกับชิปประมวลผล Apple A7 และ M7



ในส่วนของสเปคนั้นก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยยังคงใช้ชิปประมวลผลเป็น Apple A7 และ M7 เช่นเดียวกันกับที่ใช้บน iPad Mini 2 โดยชิปประมวลผล Apple A7 นั้นจะเป็นชิปประมวลผลสถาปัตยกรรมแบบ 64bit

iPad Mini 3 กับการใช้งานด้านถ่ายภาพและวีดีโอ



สำหรับ กล้องดิจิตอลทั้งในส่วนของ iSight และ Facetime นั้น ยังคงเป็นแบบเดิมกันรุ่นก่อนหน้า โดยกล้องดิจิตอลด้านหลังจะมีความละเอียดอยู่ที่ 5 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องดิจิตอลด้านหน้านั้น จะมีความละเอียดอยู่ที่ 1.2 ล้านพิกเซล

iPad Mini 3 กับ Touch ID



สิ่งที่หลายๆ คนกำลังรอคอย อย่าง Touch ID หรือ ระบบสแกนลายนิ้วมือ นั้น ได้ถูกนำมาใช้งานบน iPad Mini 3 เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่า คุณจะสามารถปลดล็อค หน้าจอได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้งานด้านความปลอดภัยต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย และ มั่นใจได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

iPad Mini 3 จะมาพร้อมกับ iOS 8



และ แน่นอนว่า iPad Mini 3 นั้น ก็จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง iOS 8 ซึ่งมีฟีเจอร์ใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามามากมาย และในปัจจุบันนั้น ระบบปฏิบัติการ iOS 8 มีแอปพลิเคชัน ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานบน iPad โดยเฉพาะ กว่า 800,000 แอปพลิเคชันแล้ว

iPad Mini 3 จะมาพร้อมกับ สีใหม่ Gold



สำหรับ iPad Mini รุ่นก่อนหน้าจะมีให้เลือกเพียงสีเงิน (Silver) และ สีเทาดำ (Space Gray) เท่านั้น แต่สำหรับ iPad Mini 3 นั้นจะมีตัวเลือกเพิ่มเติม นั่นก็คือสีทอง (Gold) นั้นเอง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าจะถูกใจใครหลายๆ คน

สรุปข้อมูล iPad Mini 3 ราคา และ วันวางจำหน่าย



ถึงแม้ว่า iPad Mini 3 นั้นจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านสเปคโดยรวมสักเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่า Touch ID นั้นก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่ผู้ใช้อยากจะได้มาใช้งาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานให้มากยิ่งขึ้น และ ที่สำคัญ​ iPad Mini 3 นั้น มีราคาที่ไม่สูงมากนัก โดยสำหรับราคาของ iPad Mini 3 ในประเทศไทย ยังคงไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในตอนนี้ แต่ราคาในสหรัฐฯ นั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนหน้า โดย iPad Mini 3 จะเริ่มต้นที่ $399 หรือประมาณ 12,900 บาท สำหรับรุ่น 16GB $499 หรือประมาณ 15,900 บาท สำหรับรุ่น 64GB และ $599 หรือประมาณ 18,900 บาท สำหรับรุ่น 128GB WiFi ส่วนในรุ่น Cellular นั้นก็จะเริ่มต้นที่ $529 หรือประมาณ 16,900 บาท สำหรับ 16GB ตามมาด้วยราคา $629 หรือปะมาณ 19,900 บาท สำหรับ 64GB และ $729 หรือประมาณ 22,900 บาท สำหรับรุ่น 128GB ซึ่งคาดว่า ราคาในประเทศไทยนั้น จะไม่ต่างจากราคาโดยประมาณ ที่ทีมงานได้คำนวณไว้มากนัก ส่วนในเรื่องวันวางจำหน่ายนั้นสำหรับในสหรัฐฯ จะเริ่มเปิดให้พรีออเดอร์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนไทยนั้นก็คาดว่าจะเริ่มสั่งซื้อได้ในช่วงสิ้นเดือนนี้ครับ

iPad Air 2 เปิดตัวแล้ว : สรุปข้อมูลสเปค และ ฟีเจอร์ใหม่ๆ พร้อมราคา และ วันวางจำหน่าย

iPad Air 2 เปิดตัวแล้ว : สรุปข้อมูลสเปค และ ฟีเจอร์ใหม่ๆ พร้อมราคา และ วันวางจำหน่าย




ล่าสุดทาง Apple นั้นได้มีการเปิดตัว iPad รุ่นใหม่ อย่าง iPad Air 2 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ก็คือ ตัวเครื่อง ที่มีความบางลงมากกว่าเดิมถึง 18% โดยมีความบางเพียง 6.1 มิลลิเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ สเปคที่ปรับปรุงใหม่ รวมถึงมาพร้อมกับ Touch ID ให้ได้ใช้งานกันแล้ว ซึ่งในวันนี้ ทีมงานได้ทำการสรุปข้อมูล สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้าออกมาให้ได้ชมกันว่า iPad Air 2 นั้นจะมีสเปคที่ดีขึ้นขนาดไหน และ จะมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจกันบ้าง ถ้าพร้อมแล้ว ลองมาชมกันเลยดีกว่าครับ

สเปคในเบื้องต้นของ iPad Air 2

- ขนาดตัวเครื่อง 240x169.5x6.1 มิลลิเมตร
- น้ำหนักตัวเครื่อง 437 กรัม
- ขนาดหน้าจอ 9.4 นิ้ว ความละเอียด 2048 x 1536 พิกเซล (264ppi)
- ชิปประมวลผล A8X แบบ 64bit
- ชิป Apple M8 สำหรับ ประมวลผลข้อมูลการเคลื่อนไหว
- รองรับการใช้งาน Touch ID
- กล้องดิจิตอลด้านหลัง (iSight) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล
- กล้องดิจิตอลด้านหน้า ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล
- มาพร้อมกับ เซ็นเซอร์ บารอมิเตอร์
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ 4G (สำหรับรุ่น Cellular)
- ความจุ 16, 64 และ 128 GB
- ระบบปฏิบัติการ iOS 8

iPad Air 2 กับดีไซน์ ที่เบา และ บางเหลือเชื่อ



หลังจากสร้างความประทับใจในด้านความบางไปแล้วใน iPad Air รุ่นแรก ล่าสุด Apple ออกแบบให้ iPad Air รุ่นใหม่นี้ มีความบางลงจากเดิมอีกถึง 18% ซึ่งในรุ่นใหม่นี้ มีความบางเพียง 6.1 มิลลิเมตร และ มีน้ำหนักอยู่ที่เพียง 437 กรัมเท่านั้น ซึ่งถ้านำไปเปรียบเทียบกับ iPad รุ่นแรก จะพบว่า ถ้าเรานำ iPad Air 2 ซ้อนกันสองเครื่อง ยังบางกว่า iPad รุ่นแรกเครื่องเดียวเสียอีก

iPad Air 2 กับหน้าจอที่พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น



สำหรับหน้าจอของ iPad Air 2 นั้นจะมีความละเอียดอยู่ที่ 2048 x 1536 พิกเซล (264ppi) บนหน้าจอขนาด 9.4 นิ้ว โดยในรุ่นนี้ ถูกพัฒนาให้หน้าจอภาพมีความคมชัด และ ลดแสงสะท้อนจากหน้าจอลงจากเดิมถึง 56% เลยทีเดียว ช่วยให้คุณสามารถเล่นในกลางแจ้งได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมมากเลยทีเดียว

iPad Air 2 กับสเปคที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม



สำหรับ iPad Air 2 นั้นมาพร้อมกับชิปประมวลผล Apple A8X สถาปัตยกรรมแบบ 64bit ซึ่ง ชิปประมวลผลนั้น มีความเร็วมากยิ่งขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 40% นอกจากนี้ ชิปประมวลผลนั้นยังถูกปรับปรุงให้ใช้พลังงานน้อยลง คุณ๗ึงสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้อย่างยาวนาน สูงสุดถึง 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว

iPad Air 2 กับ กล้อง iSight ที่ถูกปรับปรุงใหม่



สำหรับชิปประมวลผล ตระกูล Apple A8 นั้นได้มีการปรับปรุงในส่วนให้สามารถประมวลผลภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และไม่เพียงเท่านี้ กล้อง iSight บน iPad Air 2 นั้นยังสามารถรองรับระบบการถ่ายภาพ ที่มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพในโหมด Slow-Mo หรือ Brust Mode เป็นต้น



และไม่ใช่เพียงแค่กล้องหลังเท่านั้น กล้องดิจิตอลด้านหน้า (กล้อง Facetime HD) ยังถูกปรับปรุงให้มีความคมชัดมากขึ้น และ สว่างมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมถึง 81% อีกด้วย และยังรวมไปถึง ไมโครโฟนคู่ ที่จะช่วยทำให้การสนทนาผ่าน Facetime และ แอปพลิเคชันประเภท Video Call ต่างๆ มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น

iPad Air 2 กับ Touch ID



สิ่งที่หลายๆ คนกำลังรอคอย อย่าง Touch ID หรือ ระบบสแกนลายนิ้วมือ นั้น ได้ถูกนำมาใช้งานบน iPad Air 2 เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่า คุณจะสามารถปลดล็อค หน้าจอได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้งานด้านความปลอดภัยต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย และ มั่นใจได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

iPad Air 2 จะมาพร้อมกับ iOS 8



และ แน่นอนว่า iPad Air 2 นั้น ก็จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง iOS 8 ซึ่งมีฟีเจอร์ใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามามากมาย และในปัจจุบันนั้น ระบบปฏิบัติการ iOS 8 มีแอปพลิเคชัน ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานบน iPad โดยเฉพาะ กว่า 800,000 แอปพลิเคชันแล้ว

iPad Air 2 จะมาพร้อมกับ สีใหม่ Gold



สำหรับ iPad Air รุ่นก่อนหน้าจะมีให้เลือกเพียงสีเงิน (Silver) และ สีเทาดำ (Space Gray) เท่านั้น แต่สำหรับ iPad Air 2 นั้นจะมีตัวเลือกเพิ่มเติม นั่นก็คือสีทอง (Gold) นั้นเอง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าจะถูกใจใครหลายๆ คน

สรุปข้อมูล iPad Air 2 ราคา และ วันวางจำหน่าย



เรียกได้ว่า iPad Air 2 นั้นมาพร้่อมกับดีไซน์ และ ประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นชิป Apple A8X ไปจนถึง Touch ID ที่มีให้ได้ใช้งานกันแล้ว โดยสำหรับราคาของ iPad Air 2 ในประเทศไทย นั้นยังคงไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในตอนนี้ แต่ราคาในสหรัฐฯ นั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนหน้า โดย iPad Air 2 จะเริ่มต้นที่ $499 หรือประมาณ 15,900 บาท สำหรับรุ่น 16GB $599 หรือประมาณ 18,900 บาท สำหรับรุ่น 64GB และ $699 หรือประมาณ 21,900 บาท สำหรับรุ่น 128GB WiFi ส่วนในรุ่น Cellular นั้นก็จะเริ่มต้นที่ $629 หรือประมาณ 20,400 บาท สำหรับ 16GB ตามมาด้วยราคา $729 หรือปะมาณ 23,400 บาท สำหรับ 64GB และ $829 หรือประมาณ 26,400 บาท สำหรับรุ่น 128GB ซึ่งคาดว่า ราคาในประเทศไทยนั้น จะไม่ต่างจากราคาโดยประมาณ ที่ทีมงานได้คำนวณไว้มากนัก ส่วนในเรื่องวันวางจำหน่ายนั้นสำหรับในสหรัฐฯ จะเริ่มเปิดให้พรีออเดอร์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนไทยนั้นก็คาดว่าจะเริ่มสั่งซื้อได้ในช่วงสิ้นเดือนนี้ครับ

iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ยืนยันแล้ว จำหน่ายในไทย 31 ตุลาคมนี้

iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ยืนยันแล้ว จำหน่ายในไทย 31 ตุลาคมนี้


ไม่ต้องฟังเสียงข่าวลือให้หงุดหงิดใจอีกต่อไป เพราะล่าสุด แอปเปิล ประกาศวันวางจำหน่าย iPhone 6 และ iPhone 6 Plusในไทยแล้ว เป็นวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคมนี้ แต่ยังไม่มีการประกาศราคาว่า iPhone 6 และ iPhone 6 Plus จะเริ่มต้นที่เท่าใด แต่คาดว่า ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คงจะมีราคา iPhone 6 จากบรรดาโอเปอร์เรเตอร์ในไทยอย่างแน่นอน
นอกจากประเทศไทยแล้ว ในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม ยังมีประเทศอื่นๆ ทั่วโลก วางจำหน่าย iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ด้วยเช่นกัน ได้แก่ Albania, Bosnia, Croatia, Estonia, Greece, Guam, Hungary, Iceland, Kosovo, Latvia, Lithuania, Macau, Macedonia, Mexico, Moldova, Montenegro, Serbia, South Korea, Romania, Slovakia, Slovenia และ Ukraine - apple.com
หลุดราคา iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ในไทย แพงขึ้นกว่าเดิม เริ่มต้นที่ 25,500 บาท
น่าจะเป็นข่าวที่หลายๆ คนเฝ้ารอเลยก็ว่าได้ ล่าสุด เว็บไซต์ Bangkok Post ได้เผยราคา iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ออกมาแล้ว ซึ่งมีราคาเปิดตัวแพงกว่า iPhone 5S สรุปได้ดังนี้ครับ
ราคา iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ในไทย
• iPhone 6 ความจุ 16 GB ราคา 25,500 บาท
• iPhone 6 ความจุ 64 GB ราคา 29,400 บาท
• iPhone 6 ความจุ 128 GB ราคา 33,400 บาท
• iPhone 6 Plus ความจุ 16 GB ราคา 29,400 บาท
• iPhone 6 Plus ความจุ 64 GB ราคา 33,400 บาท
• iPhone 6 Plus ความจุ 128 GB ราคา 37,300 บาท
โดยข้อมูลดังกล่าว ยังไม่ได้รับการยืนยันจากแอปเปิล ส่วนราคา และโปรโมชั่นจาก dtac, TrueMove H และ AIS จะรายงานให้ทราบกันอีกครั้งครับ - bangkokpost.com

iPhone 6 เปิดตัวแล้ว! พร้อมสรุปข้อมูลสเปค ฟีเจอร์เด็ด พร้อมราคา และ วันวางจำหน่าย iPhone 6


ในที่สุด Apple ก็ได้ทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงอย่าง iPhone 6 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วพร้อมๆ กับ iPhone 6 Plus ที่มีขนาดหน้าจอใหญ่กว่า โดยในส่วนของ iPhone 6 นั้นถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของดีไซน์ และ ฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย โดยในวันนี้ได้มีการสรุปข้อมูลเกี่ยวกับ iPhone 6 มาให้ได้ชมกันว่า สมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นนี้ จะมีสเปคเป็นอย่างไร และ มีฟีเจอร์อะไรเด็ดๆ ให้ได้ใช้งานกันบ้าง

สเปคในเบื้องต้นของ iPhone 6

- ขนาดตัวเครื่อง 138.1x67x6.9 มิลลิเมตร
- น้ำหนักตัวเครื่อง 129 กรัม
- หน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด 1334 x 750 พิกเซล (326ppi)
- เทคโนโลยีหน้าจอ Retina HD Display
- ชิปประมวลผล Apple A8 แบบ 64Bit
- ชิป Apple M8 Motion coprocessor สำหรับตรวจจับการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ
- กล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล (f2.2)
- ไฟแฟลชด้านหลังแบบ True Tone Flash
- กล้องดิจิตอลด้านหน้า ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล (f2.2)
- รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ Touch ID
- รองรับการใช้งาน Apple Pay
- รองรับการใช้งาน NFC
- ระบบปฏิบัติการ iOS 8


iPhone 6 กับการออกแบบดีไซน์ใหม่ยกเครื่อง



iPhone 6 นั้นมาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ล่าสุด โดยมีขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 138.1x67x6.9 มิลลิเมตร และ มีน้ำหนักเบาเพียง 129 กรัม โดยในส่วนของ iPhone 6 นั้น จะมีขนาดตัวเครื่องที่บางกว่า iPhone 6 Plus เล็กน้อย โดย iPhone 6 นั้นจะมีขนาดอยู่ที่ 6.9 มิลลิเมตร ในขณะที่ iPhone 6 Plus นั้นมีความบางอยู่ที่ 7.1 มิลลิเมตร

iPhone 6 หน้าจอใหญ่กว่าเดิม พร้อมเทคโนโลยีล่าสุด Retina HD Display



สำหรับหน้าจอของ iPhone 6 นั้น จะมีความละเอียดอยู่ที่ 1334 x 750 พิกเซล บนขนาดหน้าจอ 4.7 นิ้ว และ มาพร้อมกับเทคโนโลยีหน้าจอใหม่ล่าสุดอย่าง Retina HD Display ซึ่งช่วยให้ได้ภาพที่คมชัด และ สว่างมากกว่ารุ่นก่อนหน้ามากพอสมควรเลยทีเดียว

iPhone 6 มาพร้อมกับชิป Apple A8 และ Apple M8



ในส่วนของชิปประมวลผลนั้น iPhone 6 จะมาพร้อมกับชิป Apple A8 สถาปัตยกรรมแบบ 64Bit ที่มีความเร็วมากกว่ารุ่นก่อนหน้า 20% และ สามารถประมวลผลกราฟฟิคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 50% เลยทีเดียว นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับชิป Apple M8 ที่ถูกปรับปรุงใหม่ ซึ่งชิป M8 นั้นจะเป็นชิปสำหรับตรวจจับการเครื่องไหวในรูปแบบต่างๆ ซึ่งถูกพัฒนาให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

กล้องดิจิตอลบน iPhone 6



สำหรับกล้องดิจิตอลบน iPhone 6 นั้นจะมีความละเอียดอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ True Tone Flash โดยมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังรองรับการถ่ายวีดีโอความละเอียดสูง 1080p แบบ 60fps และยังรวมถึงการถ่ายวีดีโอในโหมด Slo-mo ได้สูงสุดถึง 240fps ส่วนในเรื่องของภาพถ่ายที่ได้นั้น มีการปรับปรุงให้มีความคมชัดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย



นอกจากนี้ กล้องดิจิตอลบน iPhone 6 นั้นยังคงมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง Focus Pixel คุณจะสามารถถ่ายภาพได้อย่างรวดเร็ว ด้วยระบบ autofocus ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น



ส่วนในเรื่องของกล้องดิจิตอลด้านหน้า หรือ กล้อง Facetime บน iPhone 6 นั้น สามารถให้ภาพที่สว่างขึ้นมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 81% เลยทีเดียว คุณจึงสามารถใช้งาน Facetime ได้อย่างคมชัดมากยิ่งขึ้น

ระบบการเชื่อมต่อที่รวดเร็วยิ่งขึ้นบน iPhone 6



สำหรับ iPhone 6 นั้นรองรับการเชื่อมต่อแบบ LTE ที่มีความเร็วสูงขึ้นกว่าเดิม รวมถึง การเชื่อมต่อ Wi-Fi ผ่าน iPhone 6 นั้นสามารถทำความเร็วได้สูงกว่าเดิมถึง 3 เท่าเลยทีเดียว ทั้งนี้ ในส่วนของความเร็วในการเชื่อมต่อแบบ LTE นั้นจะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการเครือข่ายด้วย

iPhone 6 ยังคงมาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือ



iPhone 6 นั้นยังคงมาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือ อย่าง Touch ID เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีการปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่นการใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นอื่นๆ นอกเหนือจากทางฝั่งของ Apple

iPhone 6 กับฟีเจอร์ใหม่ Apple Pay



สำหรับ iPhone 6 นั้นยังคงมาพร้อมกับชิป NFC ซึ่งสามารถนำมาใช้งานร่วมกับบริการใหม่จาก Apple อย่าง Apple Pay คุณสามารถเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของคุณไว้ และ นำไปใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย อย่างไรก็ดี บริการดังกล่าวนี้ยังคงเปิดให้ใช้บริการในเฉพาะ สหรัฐฯ และต้องยืนยันตัวตนกับธนาคารก่อนใช้บริการดังกล่าว โดยจะขยายไปยังประเทศอื่นในเร็วๆ นี้

iPhone 6 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iOS 8



สำหรับ iPhone 6 นั้นก็จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง iOS 8 ที่ทาง Apple ได้ทำการเปิดตัวไปก่อนแล้วในช่วงหลายเดือนก่อน

iPhone 6 มาพร้อม 3 สีสันให้เลือก



สำหรับ iPhone 6 นั้นจะมาพร้อมกับสีสันให้เลือกทั้งหมด 3 สี เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า คือ สีดำ, สีขาว และ สีทอง และ จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นคือ รุ่น 16GB, 64GB และรุ่น 128GB